วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยันเจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ประเมินสถานการณ์ทุกนาที ไม่ให้เหตุบานปลาย เตือนอย่าหลงเชื่อสื่อโซเชียลฯ บิดเบือนข้อมูล “พระสนิทวงศ์” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย อ้างกลุ่มศิษยานุศิษย์ไม่ได้ยึดจุดคัดกรอง แต่ต้องการใช้พื้นที่ร่วมกัน



       วันนี้ (20 ก.พ.60) ที่บริเวณประตู 7 วัดพระธรรมกาย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ เดินทางเข้าตรวจสอบความเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่บริเวณประตู 7
       
       พ.ต.ต.สุริยากล่าวว่า ในวันนี้ยังคงมีการตรวจค้นพื้นที่ภายในวัดพระธรรมกาย และดูแลพื้นที่โดยรอบเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายเหมือนเมื่อวานที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่มีการใช้ความรุนแรง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ประเมินสถานการณ์นาทีต่อนาทีเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย
       
       ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้กลุ่มลูกศิษย์พระวัดธรรมกายได้มีการปลุกระดมมวลชนผ่านทางโซเซียลมีเดียและใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ว่าใช้ความรุนแรง เป็นการบิดเบือนข้อมูลและไม่เป็นความจริง ดังนั้นจึงขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้หลงเชื่อ ขอยืนยันว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และไม่ได้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดจนทำให้วัดพระธรรมกายเติมมวลชนเข้าภายในวัด
       
       ส่วนกรณีที่ได้มีการเชิญพระสงฆ์ 14 รูปของวัดพระธรรมกาย เพื่อให้เข้ามารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ภายในเวลา 18.00 น.เมื่อวานนี้ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อขอเข้าพบแต่อย่างใด ส่วนพระที่ล็อกคอและพยายามแย่งกล้องเจ้าหน้าที่ผู้หญิงของดีเอสไอนั้น พระดังกล่าวเป็นพระที่อยู่ในวัดพระธรรมกายจริง
       
       ส่วนสถานการณ์ที่ประตู 5 เวลา 09.20 น. พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยภายหลังเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างพระสงฆ์ ศิษยานุศิษย์ และตำรวจนั้น ไม่ใช่เป็นการขอยึดคืนพื้นที่ แต่เป็นเพียงการขอใช้พื้นที่ร่วมกันเพราะมีความจำเป็นต้องเข้าออกไปทำธุระและไปรับประทานอาหาร เนื่องจากอาหารภายในวัดมีจำนวนจำกัด
       
       ส่วนหมายเรียกที่ให้พระ 14 รูปของวัดพระธรรมกายให้เข้าไปรายงานตัวนั้น ยังไม่ได้รับทราบเอกสาร ได้เห็นแต่ที่ปรากฏเป็นข่าวในโซเชียลฯ เท่านั้น พร้อมทั้งชี้แจงว่าเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันแรกของการค้นวัด พระภิกษุทุกรูปยกเว้นพระภิกษุอาพาธหนักติดตามตัวไม่ได้ หรืออยู่ต่างประเทศก็ได้มาพบกับเจ้าหน้าที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       
       ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ยังกล่าวอีกว่า การทำลายกำแพงเพื่อที่ต้องการเข้าไปในวัดเป็นความตื่นตระหนกของลูกศิษย์วัดที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่จะยึดพื้นที่วัดคืนรวมถึงมีการใช้เครื่องปล่อยสัญญาณความถี่คลื่นเสียงสูง อีกทั้งยังมีภาพเฮลิคอปเตอร์บินวนเวียนอยู่บริเวณรอบวัดตลอดเวลาทำให้ลูกศิษย์ยิ่งเกิดความตื่นตระหนกตกใจ จึงขอให้ยกเลิกการใช้มาตรา 44 ในการประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็นเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษ
       
       ต่อมาเวลา 09.30 น. พระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ผู้แทนจากสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. เดินทางขึ้นห้องประชุมชั้น 2 ร่วมประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์และวางแนวทางการปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ซึ่งในวันนี้นับเป็นวันที่ 5 แล้ว หลังมีประกาศจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ 5/2560 เรื่องมาตรการการใช้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายโดยให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติเป็นพนักงานตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
       
       จากนั้นเวลา 10.15 น. พระเทพรัตนสุธีได้เดินทางออกจากกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองทัพภาค 1 ทันทีโดยไม่ได้ให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ใดๆ
       
       **ผบ.ตร.ย้ำจะไม่ปะทะกับศิษย์ธรรมกาย เสริมกำลังดูแลความเรียบร้อย ป้องมือที่ 3
       
       ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เมื่อเวลา10.30 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวถึงการดูแลความสงบเรียบร้อย ในปฏิบัติการจับกุม พระธัมมชโย และสถานการณ์บริเวณรอบวัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา ตนอยู่ที่ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี ติดตามสถานการณ์จนถึง 24.00น.และได้เพิ่มกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน จากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และภาค 7 เข้าเพิ่มในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ระดมกำลังไปกว่า 20 กองร้อยแล้ว เนื่องจากทางวัดธรรมกายและเครือข่ายมีการใช้ช่องทางโชเชียลมีเดีย ปลุกระดมเชิญชวนคนเข้ามาภายในและบริเวณวัด ในลักษณะกองทัพมด ทางเจ้าหน้าที่ก็เกรงว่าจะมีมือที่ 3 ฉวยโอกาสสร้างความไม่สงบ จึงได้เพิ่มกำลัง ซึ่งจากการสืบสวนติดตามตอนนี้กลุ่มมือที่ 3 ที่ว่า ก็พยายามเข้ามาอยู่ สร้างสถานการณ์อยู่ อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ใช้อาวุธเด็กขาด และไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ปะทะ และที่สำคัญต้องไม่ประมาท เฝ้าระวังการปะทะไม่ให้เกิดขึ้น ซึ่้งเหตุที่เกิดก็ไปดูแล้วกันว่าไม่ได้เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ การมาของมวลชนที่พบก็เป็นการเข้ามาในพื้นที่อย่างไม่ปกติ ถามผู้สื่อข่าวที่ไปทำข่าวที่ธรรมกายดูก็ได้
       
       ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนยืนยันว่าการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปตาม ม.44 เพื่อขอคืนพื้นที่ 2-3 วันแรกก็เห็นอยู่ว่าไม่มีอะไร ไม่มีการกระทบกระทั่ง เรียบร้อยดี เจ้าหน้าที่ตรวจค้นตามปกติ แต่พอมาวันสองสามวันนี้ มีการระดมคน ตนและรัฐบาลบอกไปตั้งแต่ต้นแล้วว่าเมื่อมีหมายศาลก็ต้องเข้าไปดำเนินการ ส่วนรถน้ำ อุปกรณ์ต่างๆก็เป็นการเตรียมไว้เพื่อป้องกันกลุ่มผู้ไม่หวังดี จะได้ระงับเหตุได้ทันท่วงที
       เมื่อถามถึงกรณีการปะทะเมื่อเช้าที่ผ่านมา ที่ปรากฏภาพพระสงฆ์พยายามเดินเข้าหาเจ้าหน้าที่ คล้ายพยายามยั่วยุ จะต้องดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ตนเน้นย้ำตลอดว่าห้ามมีการปะทะ ใครเริ่มก่อน ก็ไปดูเอาแล้วกัน เราไม่เริ่มก่อนอยู่แล้ว เรื่องนี้ใครเริ่มก่อนก็แพ้ ถ้ามวลชนเข้ามารวมตัวเกิน 5 คนก็ถือว่าขัดคำสั่ง คสช. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างไม่ดี คือทำให้กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ปกติการมีหมายค้นก็ต้องค้น แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนดเจ้าหน้าที่ก็ต้องกลับ แล้วนี่ปลุกระดมกันมา ไม่รู้ว่ามีวัตถุประสงค์อะไร ตอนนี้ก็ยังมีการปลุกระดมทางโซเชียลตลอด ซึ่งเจ้าหน้าที่ หน่วยที่เกี่ยวข้องก็ต้องไปดำเนินการว่าจะทำอย่าง
       ไรกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางโซเชียล เว็บไซต์ หรือเพจเหล่านั้น
       
       เมื่อถามว่าในเมื่อพบการะดมคนเข้าพื้นที่ วัดธรรมกาย จะต้องสั่งการตำรวจสกัดการเดินทางของกลุ่มนี้หรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ถ้าพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายมาเติมเต็ม มาร่วมชุมนุมก็ต้องดำเนินการอยู่แล้วแต่ย้ำว่าตำรวจยังไม่ดำเนินการขั้นเด็ดขาด ย้ำว่ายังคงเจรจาก่อน ยังไม่มีการยกระดับใดๆ
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมตั้งข้อสังเกตุว่า พระสงฆ์ภายในวัดพระธรรมกายบางส่วน ที่มีพฤติกรรมยั่วยุรุนแรง อาจไม่ใช่พระจริง พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า อยากให้ไปดูพระวัดอื่น ใส่หน้ากากแบบนี้หรือไม่ มีพระใส่หน้ากากออกบิณฑบาตรหรือไม่ ที่เห็นก็มีวัดนี้วัดเดียว หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นพระปลอมก็ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติสงฆ์อยู่แล้ว
       
       สำหรับกรณี ที่พระลูกวัด วัดพระธรรมกายออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า พระธัมมชโย ออกจากวัดไปตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ นั้น ผบ.ตร.กล่าวว่า ก็คงจะมีพระลูกวัดอย่างนี้เยอะๆที่มาให้ข้อมูลลูกพี่ตัวเอง แต่ก็ขอบคุณ น่าจะบอกด้วยว่ามีหมายเลขโทรศัพท์อะไร เจ้าหน้าที่จะได้ไปตาม ส่วนการข่าวตนยังยืนยันว่าพระธัมมชโยอยู่ในประเทศไทย ส่วนจะอยู่ในวัดหรือไม่ ตอบได้แค่ว่าวัดก็อยู่ในประเทศไทย ตนขอให้พระธัมมชโยมอบตัวตั้งนานแล้ว ถ้าเข้าสู่กระบวนการทุกอย่างก็จบ มาพิสูจน์กันในกระบวนการยุติธรรม ส่วนจะมีโอกาสได้ตัวมาดำเนินคดีหรือไม่ ฝากสื่อมวลชนไปถามด้วยถ้าเจอ อย่างไรก็ตามตอนนี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ตำรวจเป็นเพียงผู้สนับสนุน ส่วนจะเปลี่ยนให้ตำรวจนำบัญชาการเหตุการณ์หรือไม่อยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
       
       แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ พล.อ.ประยุทธฺ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังไม่สั่งการอะไรอย่างอื่น แต่ถ้าต้องให้ตำรวจนำ ถ้ามีคำสั่งมา ตนเป็นฝ่ายปฏิบัติบัติก็ต้องน้อมรับอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามการที่สถานการณ์กลับดูเพิ่มความรุนแรงขึ้นไม่ได้เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด แต่เพราะมีฝ่ายที่ยั่วยุ ส่วนเป็นแผนหรือเกมของทางวัด ที่วางได้หรือไม่นั้นก็เป็นไปได้ ส่วนแผนการณ์ที่ใช้ในการควบคุมพื้นที่ตอนนี้ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่กำลังตำรวจพร้อมให้การสนับสนุนทุกอย่าง เพิ่มกำลังเมื่อร้องขอ มีการพูดคุยกับกรมสอบสวนคดีพิเศษทุกวัน วันนี้ก็จะไปติดตามเหตุการณ์ที่ตชด.ภาค 1 อีก ทั้งนี้สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้ความรุนแรง ใดๆ ตำรวจคนไหนมีอาวุธ แม้แต่กระบองติดไป ตนตั้งกรรมการสอบสวนทันที เชื่อว่าสถานการณ์นี้ต้องจบภายใน 7 วัน หมายถึงในอาทิตย์ ถึงเสาร์นี้่แหละ สักวันหนึ่ง
       
       "ผมบอกไปแล้วผู้ชุมนุมที่เข้ามา มาในฐานะอะไร กฎหมายถ้าเริ่มนับหนึ่งแล้ว มันหยุดลำบาก เขาก็รู้กฎหมายอยู่แล้ว มาเกิน 5คนหรือเปล่า ขัดคำสั่งคสช.หรือไม่ มีพ.ร.บ.ชุมนุมอยู่ ไปขออนุญาตที่โรงพักมาหรือเปล่า แต่ชาวบ้านบางคนไม่รู้ ส่วนจะเสนอกระทรวงดิจิตอลฯปิดเว็บที่ปลุกระดมหรือไม่ ทางดีเอสไอดูอยู่ ยอมรับว่าตำรวจไม่เชี่ยวชาญการตอบโต้ทางโซเชียล เพราะอาชีพเราคือการดูแลชีวิต ทรัพย์สินประชาชน จับคนร้าย เมื่อเทียบกับคนที่ปลุกระดม ส่วนการปรับแผนขึ้นอยู่กับดีเอสไอ ตอนนี้เฝ้าระวังมือที่ 3 เท่าที่ดูมวลชนที่ปิดหน้า พวกนี้น่าจะเป็นกลุ่มฮาร์ดคอร์หมด
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่าในโลกโซเชียลมีการวิพากษ์วิจารณ์ กรณีข้าวกล่องที่จัดเลี้ยงตำรวจควบคุมฝูงชน มีราคาแพงเกินจริงและหักค่าเบี้ยเลี้ยงตำรวจจำนวนมาก ผบ.ตร. กล่าวว่า คงไม่ใช่อย่างนั้น คนอย่างตนจะไปอมค่าข้าวลูกน้องได้อย่างไร พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวส ผบช.ภ.1 จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการไม่มีใครไปเอาเปรียบลูกน้องหรอก ใครไม่ได้รับความเป็นธรรมก็มีกระบวนการตรวจสอบอยู่ 

โดย MGR Online























ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น